ฮุนไดจัดทริปกินลม ชมเหยี่ยวแดง ไปกับ เอช-วัน และแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ณ หมู่บ้านไร้แผ่นดิน
Oct 1, 2017


บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมเชิญสื่อมวลชนทดลองขับรถยนต์ ฮุนได รุ่นเอช-วัน และรุ่นแกรนด์ สตาร์เร็กซ์สุดหลู ไปสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ในแบบครอบครัวฮุนได ที่นอกเหนือจากเป็นรถยนต์ประเภทอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ หรือที่บ้านเราเรียกรถตู้นั้นแหละ รถตู้ฮุนไดเป็นรถที่ขับง่าย คล่องตัวแม้จะมีขนาดใหญ่ ด้วยขนาดที่ใหญ่ยังสามารถบรรทุกคนได้ทั้งครอบครัว ถือว่าเป็นรถที่ตอบโจทย์ที่ลงตัวกับการใช้ชีวิตแบบครอบครัวใหญ่ ผมเคยเห็นทีมจักรยานบางทีมเอาไปทำรถเซอร์วิสนักปั่นด้วย นักปั่นก็นั่งสบาย แถมยังโหลดจักรยานได้อีกหลายคัน


สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ทาง ฮุนได ได้ออกแบบทริปที่เหมาะกับหน้าฝนเป็นอย่างมาก ไหนๆ ฝนก็ตกลงมาตลอดเวลาอยู่แล้วเราเลยไปเที่ยวกันแบบต้องเปียกเลยละกัน เป็นการเดินทางแบบสองวันหนึ่งคืน บนเส้นทางกรุงเทพฯ – จันทบุรี ในรูปแบบการใช้เวลาวันหยุดร่วมกันในหมู่เพื่อน หรือครอบครัวใหญ่ในสไตล์สโลว์ไลฟ์แนวฮิปสเตอร์คือใช่ชีวิตกันแบบไม่รีบเร่งเสพบรรยากาศธรรมชาติ และสูตรอากาศบริสุทธิ์กันแบบชุ่มปอด ซึ่งในทริปนี้จะนำทุกท่านมาใช้ชีวิตร่วมกันในชุมชนท้องถิ่น สัมผัสธรรมชาติ และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ดูชีวิตความเป็นอยู่ และการนำศิลปะร่วมสมัยเข้ามาผสานอย่างลงตัวของชาวจันทบุรีตามคอนเซ็ปต์ Hidden Treasure

วันแรกมุ่งหน้าหมู่บ้านไร้แผ่นดิน

ในทริปนี้เป็นการนัดเจอกัน ณ จุดสตาร์ทคือที่ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ บางนา หลังจากรับฟังข้อมูลผลิตภัณฑ์และเส้นทางที่จะเดินทางในครั้งนี้ โดยการเดินทางจะใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ มุ่งหน้าสู่ถนนสายชลบุรี แกลง ตัดเข้าถนนสุขุมวิทมุ่งหน้าท่าเทียบเรือขลุง ลงเรือหางยาวที่บรรทุกคนได้ประมาณ 20-25 คน เพื่อเดินทางสู่หมู่บ้านไร้แผ่นดินซึ่งเป็นที่ๆ เราจะไปพักค้างคืนกัน รวมระยะทางในการเดินทางไปทั้งสิ้นประมาณ 270 กิโลเมตร

แล้วเราก็เริ่มออกเดินทางด้วยรถยนต์รุ่น ฮุนได เอช-วัน และแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ที่สื่อมวลชนจะได้ทั้งทดลองขับและทดลองนั่ง แต่ในครั้งนี้เราได้ใช้ ฮุนได เอช-วัน ตลอดทั้งทริป และในการเดินทางในช่วงแรกตัวผมเองได้อาสาลองขับเพื่อจะได้รู้ถึงสมรรถนะ และความคล่องตัวของรถว่ามันสะดวกสบายและขับง่ายสมคำเล่าลือหรือไม่

ในช่วงการเดินทางของวันแรก เราเลือกแวะพักทานกาแฟ ณ จุดพักรถมอเตอร์เวย์เป็นวันที่อากาศค่อนข้างดีแดดแรง และการที่ผมได้ลองขับ ฮุนได เอช-วัน ก็ทำให้ได้รู้ว่าแม้จะเป็นรถตู้แต่ก็ไม่ได้ควบคุมอยากแต่อย่างใด พวงมาลัยไฟฟ้าที่มีน้ำหนักกำลังดี ทำให้เรานำรถเข้าจอดได้อย่างง่าย และขนาดรถที่ใหญ่ก็ไม่ได้มีปัญหาเวลาจอดในที่แคบผู้ขับสามารถใช้กล้อง Smart View System ที่แสดงภาพในมุมมองแบบ 360 องศาทำให้เรามั่นใจในการจอดรถมากยิ่งขึ้น


การทำความเร็วก็มั่นใจได้เพราะเครื่องยนต์ดีเซลสามารถให้กำลังรถในขณะเร่งแซงได้อย่างทันใจ เปรียบแล้วการขับ ฮุนได เอช-วัน ก็ไม่ต่างอะไรกับการขับรถปิกอัพ หรือรถเก๋งดีๆ นี่เอง หลังจากดื่มกาแฟและยืดเส้นยืดสายแล้วเราก็เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านบ้านต้นไม้ จังหวัดระยอง ภายใต้บรรยากาศร่มรื่น ทานอาหารป่าและอาหารทะเลรสชาติโฮมเมด ในบรรยากาศฝนตกกระหน่ำอันแสนโรแมนติก หลังจากฝนเริ่มเบาบางลงเราก็รีบมุ่งหน้าสู่ท่าเรือขลุง เพื่อเดินทางสู่จุดหมายปลายทางคือ “หมู่บ้านไร้แผ่นดิน”

โดยเรือที่จะพาไปยังหมู่บ้านจะเป็นเรือหางยาว ที่ชาวบ้านบริเวณนั้นยึดเป็นหนึ่งในอาชีพรับส่งนักท่องเที่ยวที่อยากจะมาพักหรือมาเยี่ยมเยือนหมู่บ้านไร้แผ่นดิน โดยเรือหางยาวขนาดใหญ่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 25 คน และใช้เวลาประมาณ 30 นาทีในการนั่งเรือไปถึงหมู่บ้าน แต่ถ้าต้องการความมันส์และรวดเร็วในการเดินทางก็สามารถเลือกใช้บริการเรือหางยาวแบบ 6 ที่นั่ง ซึ่งใช้เวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น


“หมู่บ้านไร้แผ่นดิน” หรือ หมู่บ้านปากน้ำเวฬุ เป็นหมู่บ้านที่มีความเป็นมายาวนานมากกว่าร้อยปี เดิมเคยเรียกกันว่า “บ้านโรงไม้” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2410 มีชาวจีนที่เดินทางอพยพเข้ามาในไทย ทำการค้าขายจากกรุงเทพฯ เลื่อยมาตามแม่น้ำเมื่อผ่านมาถึงจังหวัดจันทบุรีได้นำเรือมาหลบลมในบริเวณลุ่มน้ำเวฬุ และเห็นว่าเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทะเล มีสัตว์น้ำมากมาย จึงได้ปักหลักหากินทำการประมงจนกลายเป็นอาชีพต่อมาได้เปลี่ยนชื่อจากบ้านโรงไม้เป็น “หมู่บ้านไร้แผ่นดิน” มาจนถึงปัจจุบัน


คำว่า”ไร้แผ่นดิน” ไม่ได้หมายถึงผู้อพยพที่ไร้สัญชาติ หรือผู้ที่ไม่มีถิ่นที่อยู่อาศัยแต่เป็นเพราะหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนผืนแผ่นดิน แต่ตอกเสาสร้างบ้านอยู่กันตรงดินเลนตามแนวป่าชายเลนริมน้ำที่ล้อมรอบไปด้วนผืนน้ำกว้างใหญ่ ปัจจุบันหมู่บ้านดังกล่าวมีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 1,000 คน คือเกือบ 500 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง และในปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนเริ่มให้ความสนใจ แต่การเดินทางสู่หมู่บ้านก็ยังต้องเดินทางมาทางเรือเป็นหลัก

จุดกำเนิดของโฮมสเตย์และการท่องเที่ยวของ “หมู่บ้านไร้แผ่นดิน” นั้นมาจาก ปัญหาของรายได้ที่ลดลงจากการทำประมงซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านภายในชุมชน คนในชุมชนจึงพยายามที่จะคิดหารายได้เสริมเพื่อให้ทุกคนในชุมชนอยู่รอด จึงได้เริ่มมีการทำโฮมสเตย์ และสร้างกิจกรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเรียนรู้ความเป็นอยู่ และชื่นชมกับธรรมชาติ โดยในทริปนี้พวกเราจะได้มีโอกาสร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ที่โดดเด่นของชุมชน และเป็นกิจกรรมที่สามารถสนุกได้ทั้งครอบครัว

กิจกรรมที่ว่าคือการ “ล่องแพเปียก” สูดอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางธรรมชาติพร้อม “ชมเหยี่ยวแดง” ซึ่งเป็นสัตว์ที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน จุดที่ชมเหยี่ยวแดง จะเป็นบริเวณเวิ้งกว้างกลางทะเลซึ่งคนแพจะนำเอาเนื้อสัตว์บดไปแกว่งในน้ำ หลังจากนั้นสักครู่ฝูงเหยี่ยวแดงนับ 100 ตัวจะบินออกมาจากชายป่าโกงกางซึ่งเป็นบริเวณที่มีฝูงเหยี่ยวแดงอาศัยอยู่ โฉบลงมากินอาหารที่ลอยอยู่ในน้ำ เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก

หลังจากตื่นเต้นกับฝูงเหยี่ยวแดงนับร้อยก็ล่องแพไปชม “ทะเลแหวกบางชัน” ซึ่งเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่ทำให้ทิวทัศน์ท้องทะเลดูสวยงามแปลกตา และเป็นหนึ่งในแปดของทะเลแหวกธรรมชาติของประเทศไทย


ทะเลแหวกจะเกิดขึ้นในช่วงน้ำลงบริเวณปากแม่น้ำเวฬุ ก่อนที่จะไหลออกสู่ทะเลพอน้ำเริ่มลดก็จะทำให้เห็นเนินสันทรายโผล่ขึ้นมาทอดยาวอยู่กลางทะเล ทรายที่นี่จะไม่เหมือนกับทะเลแหวกทางภาคใต้ตรงที่เนินทรายจะมีบางส่วนเป็นทรายสีดำ สีดำที่ว่าไม่ได้เกิดจากสิ่งสกปรกมาทับถมกันแต่อย่างใด แต่เป็นเม็ดทรายที่มีเนื้อทรายสีดำซึ่งชาวบ้านแถวนั้นนิยมมานั่งขัดตัวขัดผิวกันและบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าทำให้ผิวดีผ่องใส

และในคืนนี้พวกเราจะนอนค้างกันที่หมู่บ้านไร้แผ่นดินในรูปแบบที่สงบ เรียบง่าย ที่พักได้รับการพัฒนาให้มีมาตรฐานที่ดี แลดูสะอาดปลอดภัย ทำขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่สนใจมาเยี่ยมชม และมีกิจกรรมรองรับที่หลากหลายมีทั้งการพายเรือคายัค และเครื่องเล่นทางน้ำที่เรียกว่าจิงโจ้น้ำ

จิงโจ้น้ำอันนี้อยากให้ได้ลองเล่นกัน ดูง่ายๆ แต่บอกเลยว่ายากพอสมควร หลังจากยืนดูสักพักก็มีคนอยากลองดูบ้างท่าทางแข็งขันเลยทีเดียว แต่พอได้ลอง….

ปิดท้ายวันแรกด้วยอาหารทะเลสดๆ รสชาติเยี่ยม กับบรรยากาศริมน้ำ เสพความสวยงามและความสงบทำให้ลืมความวุ่นวายและแสงสีเมืองกรุงไปได้ชั่วขณะเลยทีเดียว

วันที่สองชุมชนริมน้ำจันทบูร

หลังจากบอกลาความเรียบง่าย ฮุนไดพร้อมพาพวกเรามุ่งหน้าสู่ “ชุมชนริมน้ำจันทบูร” เพื่อเดินชมชีวิตความเป็นอยู่และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของชุมชนอันเก่าแก่ที่น่าสนใจริมแม่น้ำจันทบุรี ซึ่งแต่ก่อนนั้นชาวจีนและชาวญวนได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ต่อมาได้พัฒนามาเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และการค้าของจันทบุรีที่สำคัญแห่งหนึ่งในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5

ที่ตั้งของชุมชนริมน้ำจันทบูร เป็นถนนเล็กๆ ที่เงียบสงบไม่ค่อยมีรถวิ่งผ่านเหมาะแก่การปั่นจักรยานหรือเดินชมบ้านเรือน บ้านเรือนในย่านนี้ส่วนมากเป็นบ้านไม้เก่าแก่ บางหลังมีการปรับปรุงซ่อมใหม่แต่ยังคงอนุรักษ์รูปแบบบ้านดั่งเดิมไว้เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน



จุดที่ทุกคนที่มาในย่านนี้จะพลาดไม่ได้เลยคือ “บ้านเลขที่ 69” ซึ่งในอดีตเป็นบ้านพักของรองอำมาตย์ตรีขุนอนุสรสมบัติ ผู้ช่วยคลังมณฑลจันทบุรี บ้านหลังนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2476 ซึ่งปัจจุบันได้รับการประยุกต์มาเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ชุมชนริมน้ำจันทบูร ในบ้านจะมีการจัดแสดงประวัติของชุมชนริมน้ำจันทบูรตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อถ่ายทอดคุณค่าเชิงวัฒนธรรมอันเกิดจากการหลอมรวมความแตกต่างทางชาติพันธุ์ และศาสนาเข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผ่านภาพถ่าย และภาพเขียนจิตรกรรม ที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นปัจจุบันได้ชม


จากแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจทางประวัติศาสตร์แล้ว เราขอฝากท้องมื้อกลางวัน ณ ร้านจันทรโภชนา ร้านอาหารชื่อดังของจันทบุรีที่มีเมนูเด็ดๆ หลากหลายที่ใช้วัตถุดิบที่มีเฉพาะจังหวัดนี้ ไม่ว่าจะเป็นใบชะมวง กระวาน หรือแม้แต่ทุเรียน ผ่านไปแถวนั้นอย่าได้พลาด

ปิดทริปในครั้งนี้ด้วยการแวะชมและชิมผลไม้ที่สวนผลไม้ “บ้านสวนลุงฉลวย” โดยมีลุงฉลวย จันทแสง ให้การต้อนรับพาชมสวนที่ดำเนินรอยตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9


ปัจจุบันสวนดังกล่าวนอกจากจะเป็นที่ให้บริการห้องพัก และสวนผลไม้ที่ให้เลือกกินผลไม้ได้ตามใจชอบแบบจ่ายครั้งเดียวกินไม่อั่นแล้ว ที่สวนนี้ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย


ในช่วงเดินทางกลับกรุงเทพมหานครในทริปนี้สื่อมวลชนได้ขับรถยนต์อเนกประสงค์ทั้ง 2 รุ่น ในเส้นทางรวมทั้งสิ้น 540 กิโลเมตร ทุกท่านได้รับรู้ถึงสมรรถนะการขับขี่ที่สบาย ขับง่ายคล่องตัวแม้ในที่แคบๆ ตามแหล่งชุมชน เพราะรถมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 5.6 เมตร ส่วนผู้โดยสารในรถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้สามารถพูดคุยในห้องโดยสารที่กว้าง ทั้งในแบบ 7 ที่นั่งในแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ หรือ 11 ที่นั่งในเอช วัน

ที่สำคัญหากเจอสภาพการจราจรติดขัด หรือการเดินทางในระยะทางไกลผู้โดยสารยังสามารถสร้างความบันเทิงได้จากอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกและตอบรับความบันเทิงได้เต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นจอภาพ LCD ติดเพดานขนาด 13.3 นิ้ว ที่มาพร้อมระบบพับไฟฟ้า เชื่อมต่อกับเครื่องเล่น DVD จากด้านหน้า (ในรุ่น แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ พรีเมียมและ เอช-วัน เดอลุกซ์)


จอภาพ LCD ขนาด 22 นิ้ว แบบ Full HD สามารถปรับ ขึ้น-ลง ด้วยระบบไฟฟ้าที่เคาน์เตอร์ (เฉพาะรุ่น แกนด์ สตาร์เร็กซ์ วีไอพี) และเมื่อถึงที่หมาย ผู้โดยสารด้านหลังสามารถขึ้น-ลงจากรถทั้งสองฝั่งได้อย่างง่ายดาย ด้วยประตูบานเลื่อนแบบไฟฟ้าที่ควบคุมได้ทั้งจากที่นั่งคนขับหรือจากรีโมท คอนโทรล

การเดินทางครั้งนี้จบลงด้วยการให้สื่อมวลชนจากหลายหลายแขนงได้ทดลองเป็นผู้โดยสาร เพื่อจะได้สัมผัสความสะดวกสบายจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย และการเดินทางในทริปนี้เป็นการมอบประสบการณ์ขับขี่ที่ไม่เพียงให้สัมผัสถึงอรรถประโยชน์ของรถยนต์อเนกประสงค์ แต่ยังเป็นการเปิดแหล่งท่องเที่ยวที่แฝงไปด้วยความรู้และความบันเทิงที่เราอาจจะลืมเลือนหรือไม่เคยสัมผัสมาก่อน

ขอขอบคุณ: บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ที่ชวนทีมงานไปเปิดประสพการณ์การท่องเที่ยวในครั้งนี้

Subscribe me