ฟอร์ดสร้าง จีที ซุปเปอร์คาร์ พร้อมทดสอบเทคโนโลยีมุ่งหน้าสู่อนาคต
Jul 3, 2017

4 สุดยอดรถแข่ง ฟอร์ด ชิพ กานาสซี เรซซิ่ง ฟอร์ด จีที เตรียมลงสนามป้องกันแชมป์ การแข่งรถมาราธอน 24 ชั่วโมง ณ สนาม เลอ ม็องส์ ในเดือนมิถุนายน 2560 พร้อมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ที่รถแข่ง ฟอร์ด จีที เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1, 2 และ 3 ในการแข่งขันเมื่อปี 1966


ภาพจาก: hemmings.com

ฟอร์ด จีที ประสิทธิภาพสูงรุ่นล่าสุดนั้น ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เพียงแค่คว้าชัยชนะในสนามแข่งเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนสนามทดสอบเทคโนโลยีใหม่ๆ และแนวคิดสำหรับรถยนต์ในอนาคตของฟอร์ดอีกด้วย

ภาพจาก: themotorreport.com
การออกแบบฟอร์ด จีที ใหม่ ในปี 2556 เริ่มต้นจาก 3 เป้าหมายหลัก เป้าหมายแรกคือการใช้ฟอร์ด จีที เป็นสนามทดลองสำหรับวิศวกรในการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์สำหรับอนาคต และเพื่อทำความเข้าใจในหลักอากาศพลศาสตร์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป้าหมายที่สองคือการขยายขอบเขตในการใช้วัสดุใหม่ๆ เช่น คาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา และเป้าหมายสุดท้ายคือการคว้าชัยชนะในการแข่งขันเลอม็องส์ 24 ชั่วโมง (Le Mans 24 Hours) ซึ่งเป็นที่กล่าวขานว่าเป็นบททดสอบประสิทธิภาพและความอึดที่ทรหดที่สุด


ฟอร์ด จีที คือ รถที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างแท้จริง และพิสูจน์ถึงความเป็นซุปเปอร์คาร์แห่งเทคโนโลยีสำหรับรถแห่งอนาคตของฟอร์ด ซึ่งในเดือนมิถุนายน 2560 นี้ ฟอร์ดเตรียมส่ง 4 สุดยอดรถแข่ง ฟอร์ด ชิพ กานาสซี เรซซิ่ง ฟอร์ด จีที ลงสนามป้องกันแชมป์ การแข่งรถมาราธอน 24 ชั่วโมง ณ สนาม เลอ ม็องส์ โดยในปี 2559 ฟอร์ด จีที ที่ลงแข่งในหมายเลข 68, 69, 66 และ 67 เข้าเส้นชัยคว้าชัยชนะเป็นอันดับ 1, 3, 4 และ 9 ตามลำดับ และยังนับเป็นปีที่ฟอร์ดเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ที่รถแข่ง ฟอร์ด จีที เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1, 2 และ 3 จากการแข่งขันเมื่อปี 1966

ภาพจาก: themotorreport.com

นอกจากรูปลักษณ์ของฟอร์ด จีที จะแสดงถึงความเร็วแม้จะจอดอยู่นิ่งๆ ทุกส่วนของรถยังได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้ประโยชน์จากหลักอากาศพลศาสตร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดแรงต้านอากาศและเพิ่มแรงกด เพื่อที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการยึดเกาะถนนในขณะเร่งเครื่อง เข้าโค้ง และหยุดรถ


รูปร่างตามหลักอากาศพลศาสตร์ของฟอร์ด จีที จะเปลี่ยนไปตามสภาวะการขับรถ โดยมีส่วนประกอบต่างๆ รอบคันรถที่สามารถเคลื่อนที่ได้ เช่น ช่องดักอากาศด้านหน้า และปีกท้ายขนาดใหญ่ที่สามารถปรับขึ้นลงได้ โดยเมื่อปีกยกขึ้น ฝาช่องลมพิเศษจะปิดเพื่อเพิ่มแรงกด และจะเปิดเพื่อลดแรงกดเมื่อปีกถูกปรับลง ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ฟอร์ด จีที คงความสมดุลตามหลักอากาศพลศาสตร์ทั่วทั้งคันรถไม่ว่าจะใช้ความเร็วเท่าใดก็ตาม


ปีกของฟอร์ด จีที มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของฟอร์ดที่กำลังจดลิขสิทธิ์ นั่นคือ ดีไซน์แพนอากาศที่สามารถเปลี่ยนรูปทรงได้เพื่อเพิ่มสมรรถนะของรถให้สูงสุด การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์นี้ยังรวมถึงเจอร์นี แฟลบ (Gurney Flap) หรือปีกขนาดเล็กที่ด้านท้ายรถ ซึ่งเมื่อรวมกับรูปร่างที่ปรับเปลี่ยนได้แล้ว สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของรถได้มากถึง 14 เปอร์เซ็นต์

นอกจากดีไซน์แล้ว เครื่องยนต์ยังมีส่วนช่วยในการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์อีกด้วย โดยเครื่องยนต์ อีโค่บูสท์ 6 กระบอกสูบขนาดเล็กของฟอร์ด จีที ช่วยให้ทีมสามารถออกแบบลำตัวของรถให้ได้สัดส่วนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เครื่องยนต์ V8 จะให้ได้ นอกจากนี้ ตัวเทอร์โบชาร์จเจอร์ของเครื่องยนต์ที่วางอยู่ค่อนข้างต่ำและเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ที่วางอยู่ด้านนอกบริเวณหน้าล้อหลัง ยังช่วยให้สามารถดีไซน์ตัวรถให้เรียวลงตามรูปทรงของเครื่องยนต์อีกด้วย


คาร์บอนไฟเบอร์คือองค์ประกอบสำคัญใหม่ที่ช่วยให้ฟอร์ด จีที มีน้ำหนักเบาและรูปทรงโฉบเฉี่ยว ที่เหล็กหรืออลูมิเนียมไม่อาจให้ได้ ฟอร์ดทำงานร่วมกับหลากหลายพันธมิตร รวมถึง Multimatic และ DowAksa เพื่อพัฒนาวิธีการใหม่ๆ ในการผลิตชิ้นส่วนจากคาร์บอนไฟเบอร์ปริมาณมากให้รวดเร็วขึ้นสำหรับการผลิตในอนาคต


ตัวอย่างเช่น ครีบยันลอย (Flying buttresses) ที่เป็นจุดเด่นของฟอร์ด จีที ซึ่งเชื่อมจากหลังคามาจนถึงบังโคลนหลังนั้น ไม่สามารถผลิตจากเหล็กหรืออลูมิเนียมได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านการขึ้นรูปโลหะ แต่คาร์บอนไฟเบอร์นั้นสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างตามดีไซน์ที่ซับซ้อนได้ ด้วยการตัดเป็นรูปร่างของชิ้นส่วนต่างๆ แล้วนำมาประกอบกัน คล้ายวิธีการตัดเสื้อผ้า และเสริมความแข็งแกร่งด้วยการเชื่อมที่อุณหภูมิสูง

เครื่องยนต์อีโค่บูสท์ 3.5 ลิตร ของฟอร์ด จีที คือเครื่องยนต์อีโค่บูสท์ที่ทรงพลังที่สุดของบริษัท และมอบพลังสูงถึง 647 แรงม้า โดยได้รับการพัฒนาควบคู่กับเครื่องยนต์จีทีสำหรับแข่งขัน และเครื่องยนต์อีโค่บูสท์ 3.5 ลิตร ที่ใช้ในรถกระบะออฟโรดรุ่น เอฟ-150 แรพเตอร์ ซึ่งมีส่วนประกอบเหมือนกับเครื่องยนต์จีทีเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์


ในระหว่างแข่งขัน เพลาข้อเหวี่ยงของเครื่องยนต์ทดสอบในรถตัวอย่างรุ่นเดย์โทน่า (Daytona Prototype) แตกเมื่อผ่านการใช้งานอย่างทรหด ด้วยระยะเวลาเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันเซบริง (Sebring) ในปีนั้นค่อนข้างสั้น ทีมจึงตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้เพลาข้อเหวี่ยงรุ่นทดสอบของเอฟ-150 แรพเตอร์ ซึ่งส่งผลให้รถตัวอย่างรุ่นเดย์โทน่าชนะการแข่งขันในปีนั้น


ทีมยังได้พัฒนาเทคโนโลยีลดการรอรอบเทอร์โบ (Anti-lag Turbo) ที่จะช่วยเพิ่มสมรรถนะให้จีทีสามารถออกจากโค้งได้อย่างรวดเร็วขึ้น โดยเทคโนโลยีนี้ทำงานด้วยการเปิดวาล์วปีกผีเสื้อไว้ขณะที่คนขับไม่ได้เหยียบคันเร่ง ตัวฉีดน้ำมันจะไม่ทำงาน แต่ยังคงความเร็วและการเร่งของรอบเทอร์โบไว้เพื่อให้เครื่องยนต์ตอบสนองไวขึ้น และเร่งเครื่องได้เร็วยิ่งขึ้นเมื่อเหยียบคันเร่ง


เพื่อเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ให้ดียิ่งขึ้น ฟอร์ด จีที ยังมาพร้อมท่อไอดีใหม่และหัวฉีดเชื้อเพลิง Dual Fuel-injection แบบตรงเพื่อเร่งการตอบสนองของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมชุดเพลาส่งกำลังคลัทช์คู่ (Dual-clutch) 7 สปีด ที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ผลลัพธ์ที่ได้คือการเปลี่ยนเกียร์ที่ลื่นไหลไม่สะดุดและความสามารถในการควบคุมรถที่เหนือชั้น แถมยังมีการลดความสูงลง และมีระบบกันสะเทือนแบบไฮดรอลิค ที่จะช่วยปรับระดับความสูงของรถได้ง่ายเพียงกดปุ่มเพื่อปรับโหมดการขับขี่

ในโหมดขับขี่แบบแข่งขัน (Track Mode) ระบบกันสะเทือนจะลดระดับความสูงของรถลง 50 มิลลิเมตร หรือเกือบ 2 นิ้ว โดยโหมดนี้จะยกปีกและปิดช่องลมด้านหน้าเพื่อสร้างแรงกดที่เหมาะสมสำหรับการแข่งขันที่ผู้ขับสามารถสัมผัสได้


เมื่อระดับความสูงของรถลดลง ค่าคงที่ของสปริง การตั้งค่าวาล์วลมที่เหมาะสม และระบบอากาศพลศาสตร์ที่พร้อมปรับเปลี่ยนตลอดเวลา จะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างรถที่เป็นทั้งรถแข่งและรถยนต์โดยสารในคันเดียว

อีกหนึ่งคุณสมบัติของระบบกันสะเทือนไฮดรอลิค คือ โหมดฟรอนท์ลิฟท์ ซึ่งจะช่วยให้ฟอร์ด จีที ขับผ่านเนินชะลอความเร็วและทางขรุขระได้สะดวกขึ้น ผู้ขับสามารถเพิ่มความสูงด้านหน้าของรถได้ตามต้องการที่ความเร็วต่ำกว่า 25 ไมล์ต่อชั่วโมง ระบบจะกลับสู่โหมดปกติโดยอัตโนมัติเมื่อความเร็วขึ้นถึง 25 ไมล์ต่อชั่วโมง


บทบาทของฟอร์ด จีที ในฐานะสนามทดสอบเทคโนโลยีนั้นเด่นชัดในทุกส่วนของรถ ด้วยนวัตกรรมต่างๆ เช่น คาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา ที่สามารถนำไปใช้พัฒนาผลิตชิ้นส่วนอื่นๆ ได้ในอนาคต ในขณะที่นวัตกรรมบางอย่างถูกนำไปใช้ในรถรุ่นที่กำลังจะออกวางจำหน่ายในเร็วๆ นี้ เช่น เทคโนโลยีแผงหน้ารถดิจิตอล ซึ่งคล้ายกับที่ใช้ในฟอร์ด จีที จะอยู่ในฟอร์ด มัสแตง ปี 2008 และรถรุ่นใหม่อื่นๆ


นอกจากนี้ บริษัทยังเร่งขยาย โหมดขับขี่ตามความต้องการ (Customized Driving Mode) เพื่อช่วยให้ลูกค้าปรับสมรรถนะของรถให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ โหมดขับขี่แบบแข่งขัน (Track Mode) ของฟอร์ด จีที จะอยู่ในฟอร์ด มัสแตง และรถเพอร์ฟอร์มานซ์รุ่นอื่นๆ เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถนะการแข่งขัน ในขณะที่ฟอร์ด เอฟ-150 แรพเตอร์ รุ่นใหม่ จะมาพร้อมโหมดบาจาออฟโรด (Baja off-road)


ในขณะที่ฟอร์ด จีที ใหม่ กำลังทยอยออกไปสู่มือลูกค้า ลูกค้าฟอร์ดสามารถคาดหวังว่าจะได้พบกับจิตวิญญาณของฟอร์ด จีที ในรถรุ่นใหม่ๆ อย่างแน่นอน

Subscribe me