#คุยไปเรื่อย กับ ต๊อด Sahred Toy ผู้นำเสนอจู๋จิ๋มต่อสังคมในมุมมองสุดกวน!
Sep 17, 2019

ถ้าพูดถึงคุณอารักษ์ อ่อนวิลัย หลายคนคงพูดเหมือนกันว่า “ใครวะ!” แต่ถ้าพูดถึง ต๊อด เสลดทอย (Sahred Toy) คนสายออกแบบ หรือพวกสาย คาแรคเตอร์ดีไซน์ ต่างรู้จักเค้าเป็นอย่างดี บางคนอาจจะสนิทถึงขั้นเรียกเค้าว่า “ต๊อดจู๋” เลยก็มี วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ ต๊อด เสลดทอย (Sahred Toy) นักวาดภาพประกอบลายเส้นสุดกวนตีนที่มีผลงานโดดเด่นมาแล้วบนสินค้ามากมายหลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นปกหนังสือ กล่องถุงยางอนามัย รวมทั้งยังเป็นหนึ่งผู้ก่อตั้งแบรนด์ URFACE สตรีทแบรนด์ชื่อดัง ที่ทำให้เราพกงานศิลปะไปได้ทุกที่ในชีวิตประจำวัน

ทำไมถึงชื่อเสลดทอย
ผมลืมประมาณนึงนะ จำไม่ได้แม่นๆ เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว มีงานประกวดออกแบบคาแรกเตอร์ ในกลุ่มมันต้องมี 3 คน แล้วเราก็พยายามสร้างชื่อของเรา พยายามจะเป็นคนคูลๆ เราก็ตั้งชื่อกลุ่มแบบ เสลดถุย เสลดทอย ชื่อเสลดอะไรสักอย่างลืมไปแล้ว สุดท้ายมันก็เลยเป็นว่า เสลดก็คือเสลดของเรานี่แหละ คือ ความน่าขยะแขยง ส่วนทอย มันคือของเล่น แต่จริงๆ มันพ้องมาจากคำว่า ถ่อย มันคือคำหยาบคายสองคำรวมกัน แล้วเราพยายามบิดให้มันดูน่ารักขึ้นด้วยคำว่า ทอย ซึ่งสองคำนี้คือเนื้องานของเราในสมัยก่อน เราเป็นคนชอบวาดรูปที่มันดูลามก ชอบวาดอวัยวะ ชอบวาดสิ่งที่ดูขยะแขยงแต่ว่ามันยังมีความน่ารักอยู่ เรารู้สึกว่าชื่อเสลดทอยเป็นชื่อที่น่าจะเหมาะ และมันก็เรียกยากดี เราเคยตั้งมิชชั่นกับตัวเองไว้ว่า ชื่อและนามปากกาที่มันยากๆ ถ้าเราดังไม่พอ คนน่าจะจำได้ แต่ถ้าวันหนึ่งมีคนจดจำเราได้ ชื่อจะยากแค่ไหนเขาก็ต้องจำได้ เราเลยอยากให้คนเรียกชื่อเราได้ด้วยคำว่า เสลดทอย เพราะมันดูยากดี

อะไรทำให้ต๊อดชอบวาดของลับโดยเฉพาะ ‘จู๋’
จริงๆ ผมวาด element เยอะแยะมากมายไปหมด สมัยเรียนก็วาดจู๋ จิ๋ม นม อะไรก็วาด แต่เมื่อมีโซเชียลมีเดียแล้วเราวาดรูปพวกนี้ มันกลายเป็นทอปปิกที่คนมาคอมเมนต์กัน มันมีความหมิ่นเหม่อะไรที่แบบว่า มันไม่ใช่เรื่องที่ควรจะพูดในวงกว้างหรือเปล่า แต่เรารู้สึกว่าทุกอย่างมันพูดได้หมดแหละ เพียงแต่ว่าเราจะพูดในบริบทไหน ซึ่งเรารู้สึกว่า ศิลปะ ข้อดีของมันคือการตีความ เราก็พยายามพูดเรื่องส่อเสียดผ่านศิลปะและให้คนไปตีความเอาเอง

สมมุติเราวาดรูปจู๋ที่เป็นจู๋จริงๆ มีอะไรแบบนั้น มีเอ็น มีขน เราว่าคนคงด่า แต่เราก็สร้างมิชชั่นของเราเองขึ้นมาอีกว่า เราอยากให้วันหนึ่งมีผู้หญิงน่ารักๆ มาขอจู๋เรา หรืออะไรแบบนี้ ซึ่งมันก็เป็นไปได้จริงๆ นะ ตอนที่เราเขียนหนังสือ แล้ววันนึงมีน้องมัธยมคนนึง น่ารักๆ แล้วเดินมาบอก พี่ต๊อด ขอสติ๊กเกอร์จู๋หน่อย นั่นคือเรารู้สึกว่า มิชชั่นเราคอมพลีทแล้ว เพราะเราว่าเรื่องแบบนี้จะเป็นเรื่องที่พูดยาก มันพูดยากแต่เป็นคาแรกเตอร์ที่แข็งแรงประมาณนึง หรืออย่างเราทำตัวนี้ มันมีกลิ่นอายของเรื่องเพศเข้ามา

แรงบันดาลใจจากการ์ตูนและงานศิลปะ
สมัยเด็ก ผมดูการ์ตูนแบบคนทั่วไปเลยอย่าง ไยบะ(Kenyuu densetsu Yaiba), ร็อกแมน(Mega Man), ดราก้อนบอล(Dragon Ball), มาเอดะ จอมเกมบลู(Rokudenashi Blues), บอย ฮาเลลูยา(Boy Haleluya) เราแค่อยากเป็นนักเขียนการ์ตูนมากๆ เราจำได้ว่าตอนเด็กๆ เราเขียนเป็นเล่มๆ เลยเพื่อให้เพื่อนเราอ่าน เรามีความสุขกับการวาดรูปแล้วเราก็ไม่คิดว่าเราจะทำเป็นอาชีพได้ แต่มันเป็นสิ่งเดียวที่เราทำได้ดี เราเป็นคนความจำไม่ดี ในยุคนั้นก็ตัดสินแล้วว่าเราเป็นคนไม่ฉลาด พ่อเลยส่งไปเรียนช่างอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเราไม่เข้าใจโลกของไฟฟ้า เราไม่เข้าใจอะไรเลย เราเรียนอยู่สามปีกับความไม่เข้าใจ คือเหี้ยอะไรวะ! เราไม่สนุกกับมันเลย กลับมาบ้านเราก็ชอบวาดรูป อ่านหนังสือ ฟังเพลง เรารู้สึกว่านี่มันเป็นสิ่งที่เราชอบมากๆ เราบ้าอ่านหนังสือ ชอบวาดรูป ชอบฟังเพลง ซึ่งเรารู้สึกว่า ในยุคนี้คนเข้าใจคนแบบนี้กันมากขึ้นทำให้มีทางเลือกกันหลายทางมากขึ้น

พอเรียนจบ ปวช. เข้ามหา’ลัย เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับศิลปะเลย ตอนนั้นเราไม่รู้จักศิลปากรด้วยซ้ำ โลกของเราอยู่แค่นี้ เราแค่อยู่กับโลกของการวาดรูปของเรา เราแค่เรียนอะไรก็ได้ที่เป็นศิลปะ เราไปเรียนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คลองหก ซึ่งเรียน product design เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอันนี้คืออะไร แต่เราสอบผ่าน เราก็เรียนไปช่วงเรียนปี 3-4 มีกระแส street culture ประเทศไทยขึ้นมา คือกลุ่ม B.O.R.E.D.  (Band of Radical Experimental Design) คือ การรวมตัวกันของคนเบื่อ B.O.R.E.D. โดยมารวมตัวกันในปี 2002 เหมือนเป็นกลุ่มที่รวมตัวท็อปๆ ของดีไซเนอร์ยุคนั้น อย่าง เอก วันประชา ธิติไพศาล, พี่คลัง คูณคลัง เค้าภูไทย, พี่ตั้ม Mamafaka ซึ่งพี่ตั้มคือ inspiration ในการใช้ชีวิตของเรา เรารู้สึกว่าเขาเป็นศิลปินที่มากกว่าแค่คนวาดรูปสวย

ในยุคนั้นคือ เราเป็นเด็กมหา’ลัย เราเห็นเขาไปเพ้นท์กำแพง โลกนี้มีการเพ้นท์กำแพงแบบนี้ด้วยเหรอ มันมีแบรนด์มาจ้างศิลปินทำแบบนี้ได้ด้วย ยุคนั้นมันคือเปิดโลกศิลปะใบใหม่ในประเทศ เราคือผลผลิตจากคนยุคนั้นอีกที เราก็ชอบพี่ตั้มมากถึงขั้นว่าเราตามดูงานเขาเยอะมาก เรารู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ทำไมถึงเป็นตัวของตัวเองได้เท่ขนาดนี้ เป็นตัวของตัวเองได้ดูภูมิใจขนาดนี้ เราอยากเป็นคนแบบนี้ นั่้นคือ inspire แรกของเราในวงการ

เรียนช่างไฟแต่ชอบวาดรูปคิดว่าตัวเองวาดรูปสวยไหม
คืออย่างนี้…ห้องเรียนทุกห้อง มันจะมีคนที่เก่งศิลปะอยู่คนหรือสองคนเสมอ เวลาจะต้องวาดรูปก็จะใช้คนนี้ เราคือหนึ่งในนั้นเว่ย เราแม่งภูมิใจในเรื่องนี้มาตลอด ตอนเด็กๆ ครูชอบว่าเราว่า “ให้พ่อวาดรูปมาให้หรอ?” เราก็รู้สึกพราวด์มากเลยนะ ว่าไอ้เหี้ยกูแม่งเก่งว่ะ แต่พอมาเรียน  product design แล้วเรารู้สึกว่าฟังก์ชั่นการวาดการ์ตูนมันคนละเรื่องกับสิ่งที่เขาสอน มันคือการออกแบบโต๊ะ ออกแบบเก้าอี้ เราไม่สนว่าคุณวาดรูปสวย เขาสนวิธีการคิด เราก็เลยถอยห่างจากตรงนั้น แต่ขณะเดียวกัน เรากลับหอ เราก็ไปวาดรูป อย่างที่บอกว่าเราได้ inspire มาจากพี่ตั้ม Mamafaka เรารู้สึกว่า อะไรทำให้เขาคิดคาแรกเตอร์แบบนี้ขึ้นมาได้ คนจำศิลปินคนนี้จากอะไร เรารู้สึกว่า อ๋อ ศิลปินต้องมีลายเส้น ต้องมีสไตล์ แล้วมันมาจากอะไรเราว่าสไตล์มันเป็นเรื่องง่ายในความยาก คือลายเส้นเรามันดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกิดจากการที่เราวาดรูปยากๆ หรือง่ายๆ มาก่อน แต่เราวาดมันไปเรื่อยๆ เราเชื่อว่าสไตล์เกิดจากการทำซ้ำไปเรื่อยๆ ซ้ำจนเราคล่องมือ รู้ว่าวาดรูปคนต้องวาด curve แบบนี้ตาแบบนี้ เราว่ามันตรงกับทฤษฎีที่เขาบอกว่าทำอะไรก็แล้วแต่ครบ 10,000 ชั่วโมง คุณจะเป็นคนเก่งในศาสตร์นั้น เราคิดว่าเราก็เป็นอย่างนั้นเพราะเราวาดรูปมาตั้งแต่เกิด เราทำมันตลอดเวลา เราว่าสไตล์เรามันมาจากการที่เราทำบ่อยๆ

อะไรทำให้เกิดเป็นเสลดทอยอย่างทุกวันนี้
พอดีได้เงินมาก้อนนึง แล้วในวัยที่ผมกำลังไฟแรงมาก ตอนนั้นเรายังไม่มีสไตล์ตัวเองด้วยซ้ำ เราก็อยากเห็นโลกมากกว่านี้ แล้วเราได้เงินจากงานฟรีแลนซ์ก้อนนึง มันก็ไม่ได้เยอะ แต่เราก็พยายามจิ้มประเทศไหนก็ได้ที่เราอยู่ได้มากสุดคือ 1 ปี เราก็เลือกมาสองประเทศ คือจีน กับ อินเดีย สุดท้ายเราเลือกอินเดียเพราะเพื่อนเราอยู่ที่นั่น ตั้งเป้าไว้ปีหนึ่งแต่ใช้เงินบ้าคลั่งมาก สองเดือนใช้เงินหมด ผมก็ต้องกลับบ้าน แต่อินเดียก็เปลี่ยนชีวิตผมประมาณหนึ่งเหมือนกัน มันทำให้เรารู้สึกว่าโลกมันกว้างใหญ่จริงๆ เราเคยรู้สึกว่าไทยมันระยำแล้ว อินเดียมันระยำกว่า นึกออกไหมคือ เราไม่เคยคิดแบบนั้นมาก่อน แต่เราชอบอินเดีย เราชอบในความ weird ของมันแบบนี้ แล้วในเรื่องของสี อินเดียมีไลฟ์สไตล์และวิธีการโปรโมทที่ตลกดี อย่างบางทีมีหนังใหม่ เขาไม่ใช้วิธีสกรีนหรือปริ้นท์ลงบนกระดาษแล้วแปะฝาผนัง เขาใช้วิธีการเพ้นท์บนผนัง เพราะกระดาษถูกขโมยได้ เขากลัวโดนขโมย คือที่นั่นคนมันขโมยกระทั่งกระดาษ เราว่า culture มันสนุกมาก เรื่องสีก็สนุกมาก

เราเป็นคนชอบคาแรกเตอร์ของศาสนาหลายๆ ศาสนา อย่างฮินดู เราว่าคาแรกเตอร์มันสนุก เรารู้สึกว่าเป็นคาแรกเตอร์ที่เอามาทำ figure ได้ด้วยซ้ำถ้าไม่ติดเรื่องความเชื่อ ฮินดูมีความหย่อน มันไม่ตึงเหมือนพุทธ เราชอบองค์ประกอบของหน้าตาพวกเทพต่างๆ เรารู้สึกว่าอินเดียมีผลกับเรื่องโลกทัศน์ของเรามาก

ช่วงที่กลับจากอินเดียช่วงหนึ่งของเราเสพงานของ Jeremyville ศิลปินอังกฤษ ช่วงนั้นเขาดังมาก ดังทั่วโลก เราเสพงานเค้าจนมันเข้าไปฝังในสมองเราโดยที่ไม่ตั้งใจ เราก็วาดรูปมา มันมีความคล้ายเขามากเลย แล้วเราก็พยายามถอยออกมา แต่ว่าเราว่าการที่เราไปเก็บ inspiration จากคนนู้นคนนี้ มันเป็นเรื่องที่ดีนะ เพียงแต่ว่ามันอาจจะยังให้ผลไม่ถึงปลายทาง คุณอาจจะต้องลองค่อยๆ ทำมันไปเรื่อยๆ ทำซ้ำๆ จนไอ้ผลผลิตนี้ มันจะค่อยๆ แตกยอดออกมา เราก็คงแตกยอดออกมาจาก Jeremyville หรือพี่ตั้ม Mamafaka หรือหลายคาแรกเตอร์หลายเรื่องอาจเป็นหนังสือเป็นการ์ตูน มันไปอยู่ในหัวเราแล้วเราก็ออกมาเป็นภาพแบบนี้

เล่าถึง URFACE ให้ฟังหน่อย
URFACE ที่ผมทำจริงๆ แล้วผมสานต่อจากพี่ตั้ม Mamafaka ตัวอายุของแบรนด์มีมาแปดปีแล้ว แล้วพอพี่ตั้มเสียก็เลยมีช่วงเว้นวรรคไปผมก็เลยมาช่วย หลักๆ แบรนด์นี้เราพยายามจะเอางานศิลปะมาอยู่ในโปรดักซ์ เราตั้งใจว่าจะเอางานศิลปะที่เคยอยู่ในแกลเลอรี่มาพิมพ์เป็นสินค้า อยากให้ศิลปะที่เคยอยู่ในแกลเลอรี่จับต้องง่ายขึ้น อยู่ในกลุ่มวัยรุ่นอยู่ในกลุ่มคนที่เห็นความสำคัญ ผมรู้สึกว่ากระเป๋าหรือเครื่องแต่งกายมันคือการบ่งบอกรสนิยมของเรา ผมก็อยากให้ URFACE เป็นรสนิยมอย่างหนึ่งของเขาให้คนที่เคยชอบงานศิลปินคนนี้ได้สะพายได้สวมใส่ผมอยากให้งานศิลปะจับต้องได้ง่ายขึ้นในยุคหนึ่งงานศิลปะมันคือต้องอยู่ในแกลเลอรีเท่านั้น ผมรู้สึกว่าโลกนี้มันเปลี่ยนไปแล้วก็เลยเกิดเป็นโปรเจกต์ที่นำพี่น้องศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศมาทำงานกับเรา ใครที่อยากเอ็นจอยอยากเห็นงานของเราไปอยู่กลางอกบนเสื้อคนอื่น เห็นคนอื่นสะพายกระเป๋าที่เป็นลายของเรา เรารู้สึกว่าเราอยากเป็นตัวแทนของศิลปะที่สามารถจับต้องได้ คนที่เป็นแฟนคลับของศิลปินเขาก็คงอยากมีผลงานที่ชื่นชอบมาอยู่ในห้อง อนาคตเราอยากให้มีสินค้ามากกว่าเครื่องนุ่งห่ม อยากทำเป็นเฟอนิเจอร์หรืออะไรก็ได้

งานต๊อด Sahred Toy หลายชิ้นไม่ได้อยู่บนกระดาษ
คือสกิลการวาดเราพูดได้เลยว่า “กระจอกมาก” การวาดรูปบางคนค่อยๆ เพ้นท์ ค่อยๆ เกลี่ย ของเรานี่คือ เริ่มจากดินสอ สมุด แล้วอยู่ๆ โลกก้มี Photoshop ขึ้นมาเราโดดข้ามไปโฟโต้ช้อปโดยที่ไม่ได้ผ่านการเรียนพวกการใช้ทีแปรงการร่างเส้น ทุกวันนี้ให้เราแรเงาเราแรเงาเหี้ยมาก! มันต้องสานกันแบบอะไรของมัน ซึ่งเราไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นเวลาเราทำงานภาพที่เป็นมิติ เราจะรู้สึกว่าถ้าเราเพ้นท์งานเราจะดูโง่มาก ดูกระจอกมาก คนที่เป็น มันดูออก เราเลยว่าถ้างั้นหาวิธีอื่นที่ไม่ได้เป็นเพ้นท์ตรงๆ หาวิธีสร้าง object อะไรบางอย่างที่มันมีความนูนมีความเว้า เราเป็นคนชอบเย็บปักถักร้อยมาก ม.3 นี่จะเป็นตุ๊ดอยู่แล้ว

คือแบบชอบมาก ชอบเย็บไม่รู้เป็นเหี้ยอะไร มีวิชา กพอ. โอโห เย็บจังเลย เย็บทั้งวันคือชอบอะ เราเลยรู้สึกว่าคือสกิลนี้คือแม่งเอารอดเว้ย! เราก็มาเย็บเองอะไรเอง ไปซื้อของสำเพ็งบ้านมีของอะไรบ้างเอามาเติมสร้างเป็นชิ้นงานขึ้นมา ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะเป็นงานที่ดีหรือไม่ดี แต่เรารู้สึกว่าเราแค่เห็นไอ้หน้านี้ เออ มันดูเพี้ยนๆ ดีเราชอบความประหลาด ชอบความไม่สมบูรณ์ มันออกมาจากหัวเราเราก็รู้สึกว่าจบแล้ว… ในมุมของคนที่สะสมงานศิลปะงานอย่างนี้คือมันยังไม่เข้าขั้นด้วยซ้ำมันเป็นงานที่ผิวๆ แต่เราแค่…เหมือนคนอยากระบายอารมณ์ เราก็ระบายกับสิ่งนี้ขึ้นมาเท่านั้นแหละ…

มีงานชิ้นไหนที่ทำแล้วภูมิใจมากๆ
จริงๆ เป็นงานดูเร็กซ์นะ งานดูเร็กซ์คืองานแรกๆ ของเราที่ได้โชว์ความเป็นตัวเอง 100% ตอนนั้นเราเจอสไตล์ หลังจากกลับจากอินเดียได้ไม่นานมาก น่าจะสองสามปี ไม่แน่ใจ ก็เริ่มวาดสไตล์นี้มาเรื่อยๆ แล้วพอเราเริ่มลงงานพวกบล็อกพวกเพจ ก็มีแบรนด์เริ่มเข้ามาจ้างเรา แล้วเราก็รู้สึกแบบ… คือเขาจ้างงานเราเพราะอะไรวะ เพราะเราวาดรูปจู๋รึเปล่า แต่สุดท้ายเข้าไปฟังบรีฟ เขาบอกว่าไม่ขอรูปที่เป็นอวัยวะเพศอะไรทั้งนั้น ขอเป็นแบบที่เราสามารถถ่ายรูปได้ เราก็เลยแบบเฮ้ย ลองเล่นอะไรที่มันดูลึกๆ ดีกว่า ที่มันดูไม่ใช่เรา เพราะเราเป็นคนตื้นมาก ก็เลยแบบตีความจากสุภาษิต เรือล่มปากอ่าว นกกระจอกไม่ทันกินน้ำ เราก็ตีเป็นภาพ เราก็เอามาเล่นเป็นภาพ 4 ภาพนี้ คือถ้าเรียงต่อกันมันคือโลกของเรื่องเพศ เราอยากให้คนที่ได้ไปค่อยๆ ดู ทีแรกอาจจะดูสวย มองๆ ไปแล้วเห็นทำไมนกกระจอกอยู่ตรงนี้ เกิดการตีความขึ้นมา เรารู้สึกว่าอย่างน้อยถ้าเป็นแค่ผิว เราก็อาจจะลงเรื่องดีเทล มันเป็นงานที่เราค่อนข้างภูมิใจกับมันประมาณนึง

อิลาสเตเตอร์รุ่นใหม่ๆ ทำยังไงให้อยู่รอด
จริงๆ ก็คิดว่าเราจะเอาท์ไปแล้วนะ ก็งงอยู่เหมือนกันมันควรจะไปตั้งนานแล้ว แต่เราไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน เรามีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ หมู ไตรภัค สุภวัฒนา เป็นนักวาดการ์ตูนและวาดภาพประกอบที่เป็นคนขยันมาก ทำงาน แชร์งานในเฟสบุ๊กทุกวัน คือขยันแบบขยันสุดๆ มันก็บอกมาง่ายๆ ว่าจริงๆ แล้ว ไม่เห็นต้องคิดอะไรมาก คือต่อให้คุณไม่มีงาน แต่สิ่งนี้คือสิ่งที่คุณชอบ ตื่นมาคุณก็แค่วาดรูป ถ้าวันหนึ่งแบรนด์หรือลูกค้าเห็นในสิ่งที่คุณทำ เขาชอบ เขาก็จ้างคุณเอง คือไม่เห็นต้องคิดอะไรเยอะขนาดนั้น เราไม่จำเป็นต้องรวยก็ได้ แต่ขอแค่ตื่นขึ้นมาแล้วได้ทำในสิ่งที่เรารักและเราแฮปปี้ก็จบ!

คือเรารู้ว่าเฮ้ยแม่งจริงว่ะ คือเราต้องไปขายประกันหรือทำอะไรที่เราไม่ได้ชอบมัน มันคงรู้สึกอีกแบบหนึ่ง อย่างน้อยคือเราว่าได้ทำในสิ่งที่เรารักแล้วมันได้เงินด้วยเลี้ยงครอบครัวได้คือเราว่าจบ!


ขอขอบคุณบางส่วนภาพจาก
www.instagram.com/sahredtoy
www.instagram.com/urfacestore

Subscribe me