#คุยไปเรื่อย กับนักออกแบบปกวงดนตรีแถวหน้าของเมืองไทย เป๋ง ชานนท์ ยอดหงส์
Sep 17, 2019

เป๋ง ชานนท์ ยอดหงส์ หรือ DogKillMen ชื่อที่เหล่านักออกแบบสายบันเทิงรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะมีผลงานการออกแบบต่างๆ ของวงดนตรีดังๆ ของเมืองไทยมากมาย ชื่อ DogKillMen ก็ไม่ได้มาง่ายๆ แต่ได้มาจากเมื่อสมัยรุ่นๆ เป๋งเล่น MSN เขียนแค่ชื่อข้างบนว่า DogKillMen ที่ตัวเองหมายถึง “หมาฆ่าผู้ชายหลายคน” ซึ่งมันคล้องจองกับคำว่า Documentary พอดี แล้วหัวหน้าที่เล่น MSN ด้วยกันก็ทักขึ้นมาว่า “เฮ้ยชื่อมึงเท่ดีว่ะ!” ก็เลยใช้ชื่อนี้ตลอดโดยไม่มีเหตุผลอื่นใด ตอนนี้ก็เปิดบริษัท DogKillMen ล่าสุดเป็นโชว์ไดเรกเตอร์ให้คอนเสิร์ตของ BOMB AT TRACK งานหลักๆ ก็สอนหนังสือด้วย เป็นอาจารย์ที่ ม.กรุงเทพ สอนวิชา Art direction และเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ ครีเอทีฟไดเรกเตอร์

อย่างงานคอนเสิร์ตซิลลี่ฟูลที่เป็นคอนเสิร์ตครั้งที่ 2 (WELCOME TO LEO Presents SILLY WAR II Concert สงครามของคนโง่) เป๋งก็เป็นคนดูแลทั้งโปรเจกต์ และเป็น Visual Director ให้คอนเสิร์ต Room39 ล่าสุดทำ BOMB AT TRACK และเวทีของน้าเนก ในงาน Big Mountain ซึ่งทำมาแล้วสองปีซ้อน

ในส่วนของงานออกแบบปกซีดีที่ทำล่าสุดคือ วิชาตัวเบาของ Body Slam, Room39, Big Ass, พี่ป้าง, นนท์ ธนนท์ แล้วยังมีงานออกแบบกับ LOVEiS พี่โอ แว่นใหญ่ (หัวเราะ) เยอะ! นอกจากจะออกแบบปกซิงเกิ้ลกับปกอัลบั้ม พวกงาน Key visual ก็ยังดูแลและที่เป๋งชอบมากที่สุดคืองานออกแบบให้กับแผ่นเสียงบอดี้สแลม

คิดว่าคนรู้จักเป๋งตอนไหน
ผลงานที่ทำให้คนรู้จักน่าจะเป็นอัลบั้ม คราม ของบอดี้สแลม คนรู้จักเพราะตัวศิลปินเขามีชื่อเสียงอยู่แล้วด้วย ทำให้มีคนรู้จักเรา และเขาให้เครดิตเราเยอะเหมือนกัน เวลาสัมภาษณ์วงเขาก็จะพูดถึงเรา คนรู้จักมากขึ้นจากอัลบั้มนี้เลย ‘คราม’ เป็นอัลบั้มวัดใจมากเพราะไปถ่ายที่สามพันโบก ซึ่งไกลมากและแทบไม่มีข้อมูลสามพันโบกเลย รู้แค่ว่าจะถ่ายที่นั่นเพราะพี่ตูนบอกว่ามันสวยดีว่ะ คือตอนนั้นยังคิดคอนเซปต์ไม่ออกว่าจะไปถ่ายที่ไหน แล้วตอนนั้นผมนั่งดูทีวีกับพี่ตูนตอนค่ำๆ แล้วรายการท่องเที่ยวพาไปสามพันโบกพี่ตูนบอกว่า “แม่งสวยดีว่ะ ไปปะๆ” ไปดิพี่ ไปๆๆ เราก็ไป เสนอค่ายค่ายด่าเลย มึงเคยไปเหรอวะ แล้วมึงรู้ไหมว่ามันเป็นไง ไม่รู้พี่ แต่อยากไป พี่บอก รู้ไหมมันลำบากมากแค่ไหน ก็ไม่รู้ แล้วคือต้องขนเอาอะไรไปวุ่นวายมาก ก็เลยไปปรึกษาไอ้โอ๊ต ช่างภาพโอ๊ตบอก ฮื้อ ไม่เป็นไรเอากล้องไปตัวสองตัว ไปกดๆ ยิงๆ สแนปเอาไม่ต้องใช้ไฟ แสงธรรมชาติ ก็ถ่ายงานออกมา จบ ดี สวย

ทำได้เว้ย! จบเลยทีนี้เขาเลยปล่อยให้เราได้คิดงาน เหมือนเขาเชื่อเรามากขึ้นเลยตอนนั้น ทีมงานเขาเชื่อเรากับทีมเรามากขึ้น จากนั้นเขาก็ปล่อยเราเราก็ทำงานคล่องตัวขึ้น จากที่เขากลัวว่าเราจะทำไม่ได้ก็เลยออกมาเป็นอัลบั้มนี้ คราม บอดี้สแลม

จริงๆ เขาก็ยังไม่เชื่อฝีมือผมหรอกเพราะเรายังเด็กๆ เด็กมากประสบการณ์ก็ยังน้อยแต่ก็ขยี้ๆ กันไปจนเขาเชื่อใจ ผมเดาว่า…อาจจะเป็นผมกับวงเกิดในเจนใกล้ๆ กัน เรื่องการฟังเพลงหรือไลฟ์สไตล์มันมีความใกล้เคียงกันประมาณนึง คุยกันแล้วก็เลยงานไม่ติดขัด สนิทกันเร็วมาก ก็เลยทำงานจนจบ ทีนี้บอดี้สแลมก็เลยใช้งานผมยาวเลย (หัวเราะ) ต่อด้วยอัลบั้ม ดัม-มะ-ชา-ติ คราวนี้พี่ตูนเริ่มมันแล้ว ก็เลยบอกว่า เป๋ง มึงอยากทำอะไร มึงทำเลย อยากทำอะไรก็ได้ ไม่มีโจทย์ ไม่มีอะไรเลย ก็เลยคิดงานออกมาให้เขา แล้วเขาก็ชอบ แล้วล่าสุดก็ทำอัลบั้ม วิชาตัวเบา ให้เขา แล้วเขาก็รีเควสมาว่า อยากให้เราทำ เราก็โคตรดีใจเลย เราก็เลยได้ทำกับบอดี้สแลม 3 อัลบั้ม

เป็นคนฟังเพลงหลายแนวอยู่แล้ว?
จริงๆ ผมเป็นคนฟังเพลงมาแต่เด็ก บ้านผมเป็นครอบครัวใหญ่ อยู่กับน้าๆ หลายคน น้าผมจะบ้าฟังเพลงกันทุกคน แล้วแต่ละคนจะมีห้องของตัวเอง ห้องนึงจะเป็นพังก์จะบ้า Sex Pistols หรือ Nirvana เป็นแบบกรันจ์ อีกคนก็มาแจ๊ส Miles Davis อีกคนจะเป็นสาย Pink Floyd อะไรแบบนี้คือแต่ละคนมีสไตล์แตกต่างกัน ผมก็เลือกเข้ามันทุกห้อง น้าผมจะสอนผมตลอดเลยว่า อย่าไปทำอะไรเหมือนคนอื่น เขาจะพูดคำนี้ตลอด อย่างเช่นผมไปซื้อเสื้อผ้ากับน้า ผมบอกว่า นี่กำลังฮิตเลย น้าผมบอกว่า ไอ้พวกนี้อย่าไปใส่มัน แม่งเหมือนคนอื่น คือคำนี้ผมจะโดนฝังมาในหัว เพราะผมสนิทกับน้าผมมาก สมมติเสื้อผ้าหรือแฟชั่นนี้กำลังมา ผมจะไม่เอา หรือรองเท้ายี่ห้อนี้ผมซื้อแล้วพอรู้ว่ามันฮิต ผมจะไม่เอาเลย ทั้งที่มันสวยนะ ไม่เอาแม่งฮิต ผมก็ไม่เอา กลายเป็นคนแต่งตัวหรือซื้อของยาก เพราะเราต้องรีเสิร์ชก่อนว่ามันฮิตไหม เคยซื้อมาแล้วมันฮิต แล้วแบบ…โห เชี่ย มันฮิตหรอวะเนี่ย เฟลมาก ก็เลยไม่ใส่เลย รอจนมันเลิกฮิต แล้วค่อยมาใส่ คือจะกลัวมาก ผมกลัวการที่เดินออกจากบ้านแล้วใส่เสื้อหรือรองเท้าเหมือนคนอื่น เห็นแล้วจะเฮ้ย… เออ จะเป็นแบบนี้ มันเหมือนโดนปลูกฝังมาแบบนี้

อย่างรองเท้า ผมจะซื้อรุ่นที่มันไม่ฮิต อย่างผมไป Atmos ผมก็ถามคนขาย เฮ้ย รุ่นนี้คนใส่เยอะไหม เขาบอก โหยพี่จะไปเก็บแล้วเนี่ย ผมบอก เฮ้ย รีบเอามาเลย คือ มันต้องสวยด้วยและไม่ฮิตด้วย ผมจะเอา มันเลยเหลือสิ่งที่เราจะเอาแค่นิดเดียว มันก็เลยมีผลกับงานที่ทำอยู่ กระแสไหนมา ผมจะพยายามเลี่ยง กระแสกราฟิกหรือภาพสไตล์นี้มา ผมก็พยายามเลี่ยง แต่บางครั้งมันก็เลี่ยงไม่ได้ บางครั้งลูกค้าอยากได้อะไรที่มันเป็นกระแส ผมก็โอเค ทำได้ แต่เราก็ไม่ได้เอามาทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์

ความฝังใจวัยเด็กส่งผลสู่ปัจจุบัน
ช่วง ม.4 ยุคพาราด็อกซ์ พี่ป้าง เป็นยุควงอินดี้กำลังมาวงไร้สังกัดกำลังมา แต่พี่ป้างน่าจะอยู่โซนี่ตอนนั้นเป็นยุคที่ปกทุกอันเป็นศิลปินขึ้นปกหมดเลย จนมีของพี่ป้างโผล่มา เราก็เห็นแล้วแบบ…คืออะไรวะ มาฟังเพลง เพลงโคตรมันเลย พอซื้อเทป จำได้เปิดกล่องเทปขึ้นมา แล้วจับกระดาษ นี่มันอะไรวะเนี่ย กระดาษที่เราไม่เคยจับ ยุคนั้นจะนิยมกระดาษมันๆ กระดาษอาร์ตการ์ด แต่นี่คือมันเป็นกระดาษแห้งๆ แล้วมันมีกลิ่น ผมหยิบขึ้นมาแล้วถูๆ แล้วดมกลิ่นกระดาษยังจำความรู้สึกนั้นได้อยู่เลย แล้วก็ฟังเพลงแล้วก็อ่านปกเทปทุกหน้า เครดิตทุกอย่าง เพราะมันเป็นเรื่องบันเทิงในการที่ เราฟังเพลง ใส่เทป แล้วอ่านเนื้อเพลงตาม ผมรู้สึกว่าเพลงมันจะเพราะขึ้น 60% ผมรู้สึกอย่างนั้นเลยนะ ผมรู้สึกว่าเพลงที่ฟังอย่างเดียวไม่ได้เห็นเนื้อเพลงจะเฉยๆ แต่พอได้อ่าน โห! เพลงเพราะจังวะ! แล้วมันเป็นความฝังใจว่าเราชอบกระดาษนี้ จนพอได้ทำออกแบบปกอัลบั้มแพ็กเกจจิ้งซีดี ผมเลยฝังใจว่าเราต้องเอากระดาษนี้มาใช้ให้ได้ เหมือนได้ตอบสนองความต้องการในวัยเด็กของเรา ประมาณนั้น ก็เลยเอามาใช้ แต่ก็ไม่ใช้ของพี่ป้างนะไปใช้กับวงอื่น

‘เวลา’ ความยากในการทำงาน
งบครับ น่าจะเป็นทุกอาชีพ แต่ผมก็มองว่า งบประมาณเหมือนน้ำท่วมอะ รู้แล้ว รัฐบาลเตือนแล้วว่าน้ำกำลังจะท่วมในช่วงนี้ ฝนจะตกหนัก สิ่งที่จะต้องทำคือ ป้องกันไม่ให้น้ำเข้าบ้านแค่นั้นเอง ครีเอทีฟกับการป้องกัน ก็อย่างที่หลายคนบอกว่า ยิ่งงบน้อย ยิ่งทำให้คนมีครีเอทีฟมากขึ้น แต่งบเยอะก็ทำให้ครีเอทีฟได้กว้างขึ้นเหมือนกันนะครับ (หัวเราะ) ก็เป็นเรื่องของงบกับเวลา เอ้อ…จริงๆ เวลาเป็นปัญหาหลักเลยเพราะงบประมาณมันมีเลขตายตัวอยู่ประมาณนึงแต่น่ากลัวสุดคือเวลา

เรื่องศิลปินเรื่องมากนี่ผมไม่เคยเจอเลย ผมโคตรชอบศิลปินเรื่องมาก ชอบมากๆ มาเลยชอบ! เวลาเจอใครติดต่อมาแล้วบอกว่า “พี่คนนี้จะเยอะหน่อยนะ จะเรื่องมากหน่อย” ผมบอก มาเลยชอบ! แต่พวกเรื่องน้อยๆ ผมไม่ชอบเพราะเขาจะไม่มีอะไรมาเลย ผมชอบแบบ…เราจะต้องอย่างนี้ว่ะ มาเลยมาพูดมาอีกถกเถียงกันอย่างนี้ผมก็สนุก แต่ถ้าเกิดมาแบบ… อะไรก็ได้ครับ อย่างนี้ผมทำงานไม่ได้ถ้าอะไรก็ได้ผมทำไม่ได้เหมือนเข้าร้านอาหาร “กินอะไรดีครับ” แล้วบอก “กินอะไรก็ได้ครับ” โห…คนทำกับข้าวทำไม่ถูกเลยนะ ผมเลยชอบคนเรื่องเยอะๆ

เวลาน้อยงานมันก็ออกมาตามเวลาเหมือนกัน บางทีงานออกมาไม่ดีเราก็ไม่อยากบอกใครว่าเป็นงานเรา เพราะในงานที่ผมภาคภูมิใจผมก็อยากโม้มาก ผมทำอะไรมาปุ๊บ! ผมเอาลงเพจแล้วอธิบายเรื่องราวในเพจผมถึงเหตุการณ์หรือขั้นตอนการคิดเป็นยังไง แล้วทุกเรื่องจะไม่เหมือนกันสักเรื่อง ผมสนุกในการเล่าพวกนี้ แต่ถ้าเกิดงานไม่มีอะไรเลย ผมจะไม่กล้าเล่า แทบจะไม่โพสต์ด้วยซ้ำถ้างานไหนไม่ชอบ

มีอันไหนที่ภูมิใจและอยากพูดถึงไหม
จริงๆ ชอบเยอะมากเลย อย่างบอดี้สแลม ‘วิชาตัวเบา’ ผมทำปกเป็นรูปว่าว ตอนนั้นพี่ตูนอยากได้เป็นก้อนเมฆ แล้วผมว่า ก้อนเมฆมันเบาไปหน่อย ผมชอบไอเดียที่แบบไม่อยากให้ใครคิดตามได้ ต้องเป็นของกูเท่านั้น ก็เลยคิดว่าว่าวน่าจะเป็นตัวแทนของสัญลักษณ์เครื่องเล่นไทยได้ดีอย่างหนึ่งผมเลยเลือกอันนี้เป็นว่าว แล้วมันมีเรื่องต้องแก้ปัญหา พอดีวงเขาไม่ว่างมาถ่ายรูป ผมก็เลยใช้รูปที่ถ่าย key visual concert ตอนเล่นที่ราชมังคลาฯ แล้วผมก็เลยใช้กิมมิกด้วยการเอาแผ่นใสมาลองทำทับกับรูปวงอีกที อยากให้มันมีเรื่องราวข้างใน จริงๆ อัลบั้มนี้จะมีโปสเตอร์ที่แรนดอม และมีแผ่นใสที่เอาไว้ส่องดูกับท้องฟ้า มีสภาพอากาศที่แตกต่างกันไป ผมมองว่า ยุคที่คนใช้ social network มากกว่าที่จะซื้อซีดี ผมเลยอยากให้เอาของพวกนี้ไปเล่นใน social network ถ่ายรูปอารมณ์ของตัวเองในแต่ละวันและก็โพสต์ลงโซเชียล เป็นอารมณ์ของวันนั้น ก็มีคนเล่นแผ่นใสนี้นะ คือต่อให้ฝนตกแต่เราก็มีความสุข เราก็จะหยิบท้องฟ้าสดใส มีรุ้ง แล้วก็ถ่ายรูปลงโซเชียล ผมอยากให้มีกิมมิก และผมชอบบอดี้สแลมอย่างนึง คือพี่ตูนและคนในวงชอบรีเควสว่า อย่ารีทัชหน้าเขา ชอบอะไรที่ดิบๆ เซอๆ มากกว่ารีทัชหน้าให้เนียนๆ ใสๆ อันนี้เป็นความชอบส่วนตัวมากกว่าไม่ใช่เรื่องดีหรือไม่ดี

สังเกตว่างานเป๋งจะชอบให้คนมีส่วนร่วม?
ผมชอบให้คนมีส่วนร่วมกับชิ้นงาน เหตุผลคือผมรู้สึกว่า การที่คนมีส่วนร่วมกับชิ้นงาน ถ่ายรูปลงโซเชียลฯ แล้วมันจะเพิ่มยอดขายได้ อย่าง Room39 อัลบั้ม Restart รีสตาร์ทคือเริ่มต้นใหม่ ทางวงเขารีเควสมาอย่างเดียวว่าขออะไรก็ได้ที่ดูสนุก มีเรื่องราว ผมก็เลยทำเป็นคอลลาจ ผมรู้สึกว่าทุกคนรีสตาร์ทมาบนเส้นทางและจุดเริ่มต้นเดียวกัน แต่คุณใส่รองเท้าคนละแบบ คนหนึ่งใส่บูท คนหนึ่งใส่สนีกเกอร์ เรื่องราวก็จะเปลี่ยนไปอีก ผมเลยเลือกเป็นคอลลาจ ตัดแปะ คือคนซื้อสามารถเอามาวางซ้อนกัน แปลว่าหน้าปกของทุกคนจะไม่เหมือนกัน ถ้าคุณเอาแผ่นนี้ขึ้นก่อน ตามด้วยแผ่นนี้ เรื่องก็จะเปลี่ยนไปกลายเป็นว่าปกซีดีอันนี้เวลาวางแผงจะไม่มีปกไหนเหมือนกันเลย ผมบอกทางโรงพิมพ์ว่าให้วางมั่วไปเลย ผมชอบเวลาเห็นร้านซีดี ปกเวลาวางขายมันก็จะต่างกัน แล้วผมให้วงเขียนลงโซเชียลฯ ว่า หน้าปกซีดี Room39 ของคุณเป็นยังไง เท่ากับได้กระตุ้นยอดขายของเขาอีกทีนึง แต่ละคนก็ปกไม่เหมือนกันเลยสักคน สนุกดีกับผลงานชิ้นนี้

กฎเหล็ก 2 ข้อในการทำงาน
ผมตั้ง mind set ของงานตัวเองไว้ตั้งแต่แรกเลยว่า ผมจะไม่ให้งานซ้ำกัน ผมไม่ใช่อาร์ตทิส ผมเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ ผมตั้งโจทย์ไว้ว่า หน้าที่ของคุณคือห้ามใช้สไตล์เป็นตัวเล่าเรื่อง ต้องใช้ตัวศิลปินเป็นตัวเล่าเรื่อง เพราะเราเป็นคน follow เขาอีกทีหนึ่ง เราไม่ได้เป็นเจ้าของผลงาน ผมต้องปักหมุดไว้อย่างนั้นเลย ถ้างานไหนมีความคล้ายๆ เดิม ผมจะเริ่มคิดว่า ไม่ได้แล้วว่ะ ต้องเปลี่ยนแล้วว่ะ ข้อแรกคือห้ามเหมือนใคร ข้อสองคือห้ามซ้ำเดิม เป็นสองข้อที่ผมตั้งกฎไว้กับตัวเองตลอดเวลาทำงาน

แนวคิดแบบนี้ทำให้ทำงานยากเสียเวลาเยอะเหมือนกัน เพราะพอทำงานมาเป็นสิบปีสิ่งที่มันจะมีคือสไตล์หรือสูตรวิธีการทำงานแบบเดิมๆ ที่เราจะคิดเหมือนเดิมทุกอย่าง ซึ่งอันนี้มันใช้เวลา สมมติว่ามันออกมาเหมือนเดิม ผมก็ต้องคิดว่าทำยังไงต่อวะหลุดออกไปจากวิธีเดิมให้ได้ แต่มันจะมีโครงสร้างหลักๆ ในสไตล์ที่ลูกค้าเขาชอบ ถ้าเป็นงานปกอัลบั้มหรือซิงเกิ้ล เขาจะชอบผมในความกวนตีน (หัวเราะ) มันจะมีความกวนตีน ทะลึ่ง ลามก อยู่ในงาน คือมันตรงกับตัวผม เหมือนแบบลูกค้าจะซื้อ ไม่ใช่สไตล์แต่เป็นสันดานคือมันมาจากความเป็นตัวผมที่ถ่ายทอดออกมาในงาน

ดูอะไรที่ไม่ชอบบ้างเพื่อค้นหาไอเดียใหม่ๆ
ผมไม่นั่งทำงานแบบมานั่งเปิดเน็ต Pinterest ผมจะไม่ทำอย่างนั้น ผมจะปล่อยไปเรื่อยๆ แล้วผมเชื่อในสมองของคน เวลามันเห็นอะไรสะกิดใจ ไอเดียบางอย่างจะเข้ามาปุ๊บแล้วเราก็ เฮ้ย! เออว่ะ อันนี้ได้เว้ย! ผมให้สมองทำงานด้วยตัวมันเอง ผมชอบไปดูหนัง ฟังเพลง เปิดเอ็มวี เปิดไวรัล ผมจะดูทุกอย่าง ผมดูแม้กระทั่งโฆษณาในยูทูปที่บางคนอาจกดข้ามแต่ผมก็เลือกที่จะดู จริงๆ ผมไม่ได้ชอบดูนะแต่ผมรู้สึกว่าการดูสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ มันจะเจอไอเดียใหม่ หรือไปในที่ที่เราไม่อยากไป มันจะเจอไอเดียใหม่ แต่ถ้าไปในที่ที่เราชอบไปอยู่แล้ว หรือฟังเพลงหรือดูหนังที่เราชอบดูอยู่แล้ว เราจะไม่เกิดไอเดียใหม่ขึ้นมา เพราะเราจะมีวิธีคิดของเราในรูปแบบเดิม อย่างผมไปต่างจังหวัด ผมจะเดินไปคนเดียวไปที่ที่ไม่มีชื่อเสียงเป็นที่ที่อะไรก็ไม่รู้เดินมั่วๆ ไป เจอใครผมก็ไปคุยด้วยเลอะเทอะเหมือนกันมั่วซั่วมาก

ไอเดียมันก็จะมาของมันเรื่อยๆ แล้วผมก็จะชอบจดเก็บไว้ หลังๆ บันทึกลงโทรศัพท์ บางทีก็อัดเสียง เจอไอเดียอะไรก็รวบรวมข้อมูลแล้วกลายเป็นก้อนไอเดีย อีกอย่างผมสอนหนังสือสอนนักศึกษาความสนุกคือการได้คุยกับนักศึกษาหลายๆ คนเขาจะมีไอเดียนั่นนี่ เราก็คุยว่ามีไอเดียอะไรมาแชร์กันหน่อยมันก็เลยได้สิ่งเหล่านี้เป็น source เก็บไว้กับตัวเยอะมาก สนุกดี ผมชอบให้เด็กพูด ผมสอน ผมพูดน้อยกว่าเด็กเยอะเลย พอเด็กทุกคนมาพรีเซนท์มาเล่าให้ฟัง มีอะไรบ้าง สนุกมากเลย

เป๋งรักษาตัวตนที่มีมาตั้งแต่เด็กยังไง
ผมว่าตัวตน ความชอบ มันหายไปไม่ได้ แต่ว่ามันน่าจะเป็นแค่การปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย เหมือนตอนเด็กๆ เราชอบฟังเพลงที่หนักๆ เมื่อก่อนผมฟังพวกพังก์ Sex Pistols ตอนเด็กๆ ชอบมา โตมากลับมาฟังแล้วฟังไม่ได้เลยนะ รู้สึกปวดหูว่ะ เคยเปิดให้ลูกฟัง จำได้ลูกฟังแล้วหยิบแผ่นซีดีอีกแผ่นมาทุบ ปัง! เลิกฟังและ มันพังก์เกินไป แล้วมันมันส์มันดิบพี่ออฟบิ๊กแอสซื้อมาบอกว่าเป๋ง “เราฟังไม่ได้ว่ะ” เขาเอามาให้ เรายกมือไหว้ขอบคุณครับเพราะเป็นอัลบั้มที่ชอบมากอยู่แล้ว ผมเชื่อว่ามันปรับตามยุคสมัย ตอนนี้ผมก็ฟังเพลงที่สุขุมขึ้น นิ่งขึ้น ไม่โฉ่งฉ่าง โวยวาย แต่ก็ยังมีบางอารมณ์ที่กลับไปฟังบ้าง แก้เลี่ยน แต่ผมไม่ได้ใส่หนัก เมื่อก่อนผมจะเกลียดดนตรีที่มีคีย์บอร์ด แม้กระทั่งมีคีย์บอร์ดเข้ามานิดนึงผมจะไม่ฟังนะผมต้องกีต้าร์ดิบๆ แบบ Kurt Cobain, Nirvana พอโตมาเดี๋ยวนี้ฟังไม่ได้แล้วก็ตามยุคสมัยของมัน ผมว่าวิธีคิดก็เปลี่ยนไป ผมเชื่อว่าแกนกลางยังอยู่คนเรามันเปลี่ยนไม่ได้

แผ่นเสียงคือความสะใจ ‘ไม่ฟังก็เสพได้’
เป็นความสะใจ! ผมไม่ใช่คนละเมียด คนฟังแผ่นเสียง เขาจะมีความละเอียดอ่อน ฟัง นั่งจิบกาแฟ ผมไม่มีสมาธิขนาดนั้น แต่ผมอยากมีมันไว้ในบ้านผมรู้สึกว่าถ้าวงที่ผมรักผมจะไม่สามารถมีได้แค่ซีดีหนึ่งแผ่น ผมรักเขามากกว่าที่จะซื้อแค่ซีดีหนึ่งแผ่น ผมอยากได้ทุกอย่างที่เป็นของเขา อยากได้เสื้อเขา อยากได้บ็อกเซ็ท ผมก็เลยซื้อแผ่นเสียงมาเก็บด้วย คือแบบวางเรียงกัน มันมีความสุขมาก ดูอาร์ตเวิร์ก สมมุติอย่าง Stone Temple Pilots ผมเห็นซีดีมันเล็กไป แต่พอจับแผ่นเสียงมันดู อุ้ย….มันวะ มันมีความสุขมาก ในการได้ดูแบบเต็มๆ อันนี้เป็นวงที่ผมเลือกฟังเพราะปกนะ พอเห็นปกแล้วมันสวยเป็นงานคอลลาจแล้วมันคอลลาจได้ห่วยแตกมาก จระเข้โง่ๆ โผล่มา ผู้หญิงชุดว่ายน้ำ ศาลจีนโผล่มา คือมันไม่มีอะไรเกี่ยวกันเลย ผมดูแล้วแบบ เฮ้ย! มันคืออะไรวะ มันไม่เข้ากันเลย ก็เลยเอามาฟัง โหย มันเว้ย นักร้องเท่อีก ก็เลยยาวเลยทีนี้

นี่ Pink Floyd เห็นตั้งแต่เด็ก ที่บ้านบ้า Pink Floyd โตมาก็เจอ ก็ต้องซื้อเก็บ หรืออย่าง Red Hot Chilli Pepper จำได้ว่าซื้อเทปตอน ม.2-3 ฝากเพื่อนซื้อมา แล้วเป็นอัลบั้มที่ชอบมาก (One Hot Minute) กรี๊ดมาก พอโตมาก็เลย เก็บซีดี ผมซื้อซีดีเรดฮอตอัลบั้มนี้ 2 แผ่น ไม่มีเหตุผลด้วย แต่รู้สึกว่ามันไม่พอก็เลยซื้อสองแผ่น เป็นเหตุผลที่ปัญญาอ่อนมาก (หัวเราะ) แล้วพอมีซีดีสองแผ่น แล้วไงต่อวะ ก็ต้องแผ่นเสียงดิวะ ก็เลยหาซื้อแผ่นเสียง จริงๆ มันต้องแผ่นแดง แต่หมด ได้แผ่นดำ แล้วตามหาบ็อกเซ็ทก็ไม่มี เหมือนเป็นอัลบั้มเปลี่ยนชีวิตในการฟังเพลงประมาณนึง

ผมสะสมแผ่นเสียงเยอะนะแต่ผมว่าผมหาเงินคืนจากมันได้เยอะกว่า เหมือนผมทำงานด้านนี้ด้วยเหมือนการซื้อของผมมันสามารถต่อยอดได้เป็นไอเดีย พอผมซื้อมาผมก็มานั่งแกะดู ได้ไอเดียจากลูกเล่น แพ็กเกจ อย่าง The Smashing Pumpkins อันนี้ อัลบั้ม Mellon Collie & the Infinite Sadness ผมมานั่งดู แล้วผมก็ได้ไอเดียจากมันเยอะมาก ผมรู้สึกว่าผมซื้อมาไม่กี่พันแต่ผมสามารถต่อยอดได้หลายหมื่น

ถ้าล้มตอนอายุ 40 มันยังกลับขึ้นมาได้
เป้าหมายต่อไปที่ตั้งใจให้สำเร็จคือตอนนี้อยากให้บริษัทของตัวเองไปได้ไกลบริษัทผมไม่ได้ใหญ่โตทำกันเอง จ้างฟรีแลนซ์ จริงๆ อยากทำแบรนด์เสื้อผ้า เมื่อก่อนเคยทำ เป็นแบรนด์ชื่อเดียวกับบริษัท มันไม่มีเวลา คือมันขายดีมาก แต่เวลามันน้อย และเราก็เลือกงานที่มันได้เงินชัวร์ๆ ทำก่อน ตอนแรกผมจะเอาแบรนด์เสื้อผ้าเป็นงานรอง แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าถ้าทำแบบนี้ แล้วตอนนี้อายุ 38 แล้ว เราจะต้องมีอะไรมากกว่านี้แล้ว ก็เลยคิดว่าจะกลับไปทำแบรนด์เสื้อผ้าอีกครั้ง แล้วก็จะลงแรง 100% เลยและจะไม่รับงานเพลง กะว่าต้องวัดดวงอย่างน้อยถ้าล้มตอนอายุ 40 มันยังกลับขึ้นมาได้ ถ้าเลยไป 40 กว่า ล้มทีจะลุกลำบาก ผมก็เลยว่าจะลองดู

จำไว้ห้ามแก่!
ผมชอบบอกตัวเองว่า “ห้ามแก่!” ไม่ว่ายังไงห้ามรู้สึกว่าตัวเองแก่แล้วว่ะ ผมจะเกลียดมากที่การโพสต์ลงเฟสบุ๊ก(อันนี้เป็นความเกลียดส่วนตัว) ปีนี้เราแก่ขึ้นอีกปีแล้วว่ะ! หรือปีนี้อายุ 38 แล้ว แก่ว่ะ ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย กูยังไม่อยากตายตอนอายุ 40 ทำไมต้องคิดว่าตัวเองแก่วะ แก่คือต้องคุณต้อง 70 ขึ้นไปแล้ว เป็นอีกเรื่องนึงแล้ว คือเราจะไม่แก่ เราต้องดูแลตัวเอง แต่งตัว เสพสื่อ สิ่งใหม่ๆ อันนี้เป็นวิธีคิดของผม

ขอขอบคุณภาพบางส่วนจาก
www.instagram.com/peng_chanon

Subscribe me